วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

“ตร.ภาค 3” ระดมกวาดล้างยาเสพติดจับกุม 400 ราย

นครราชสีมา...วันที่ 12 ต.ค.54 ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.ต.ต.เติมพงษ์ สิทธิประเสริฐ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (รอง ผบช.ภ.3) พร้อมด้วย พ.ต.อ.วชิรวิชญ์ กฤษณ์ฤทธิศักย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (รองผบก.ภ.จว.) นครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาจากอำเภอต่างๆ ร่วมแถลงผลการระดมกวาดล้างยาเสพติดประจำสัปดาห์
      
       ทั้งนี้ ได้เร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการสืบสวนจับกุมผู้ค้ายาเสพติดราย ย่อยที่แฝงตัวอยู่ในชุมชน หมู่บ้าน เพื่อขยายผลไปสู่การจับกุมผู้ค้ารายใหญ่ในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งการระดมกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ 8 จังหวัดอีสานตอนล่าง สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้ทั้งสิ้น 410 ราย รวมผู้ต้องหา 420 คน ส่วนใหญ่เป็นข้อหาเสพยาเสพติด 309 ราย ของกลางยาบ้า 11,944 เม็ด และกัญชาสด 10 กิโลกรัม ,ข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่าย 31 ราย ผู้ต้องหา 36 คน และ ข้อหาผลิต 3 ราย ได้ผู้ต้องหา 3 คน
      
       สำหรับ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่อันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ สามารถสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้จำนวน 106 ราย ผู้ต้องหา 107 คน ของกลางยาบ้า 1,412 เม็ด กัญชาสด 10 กิโลกรัม
      
       พล.ต.ต.เติมพงษ์ สิทธิประเสริฐ รอง ผบช.ภ.3 เปิดเผยว่า ในช่วงที่หน่วยงานของรัฐและประชาชนให้ความสนใจเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมในภาค กลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดและผู้เสพมักจะฉกฉวยโอกาสกระทำความผิด ทำให้ผลการระดมกวาดล้างยาเสพติดประจำสัปดาห์นี้ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 พุ่งสูง
      
       รอบแรกจับกุมผู้ต้องหาได้ประมาณ 200 คน แต่มารอบ 2 ในครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้มากกว่า 400 คน ซึ่งจังหวัดใหญ่จะมีปัญหามากกว่าจังหวัดเล็ก
      
       สำหรับ เส้นทางการลำเลียงยาเสพติดมักจะอยู่ในจังหวัดที่มีรอยต่อกับประเทศเพื่อน บ้านทั้ง สปป.ลาว และ กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดมาก และเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดเข้ามายังพื้นที่ชั้นในของประเทศไทย
      
       อย่างไรก็ตาม การจับกุมครั้งนี้พบว่า มียาบ้าจากประเทศกัมพูชา ที่ลักลอบมาทางภาคตะวันออกส่งขายต่อที่ภาคอีสานด้วย ซึ่งการตรวจสอบพบว่ามีสีเม็ดยาบ้าแตกต่างจากยาบ้าที่มาจากภาคเหนือและภาค อีสาน ส่วนการตรวจค้นเรือนจำจะมีการประสานกับกรมราชทัณฑ์ยังดำเนินการอย่างต่อ เนื่อง ซึ่งผลการตรวจพบยาเสพติด อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์การเสพ
      
       “สำหรับกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ได้สั่งการว่า ตำรวจจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ได้ หากเข้าไปพัวพันต้องถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด และจากทางการสืบสวนพบมีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่บ้าง แต่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานในเชิงลึกเพื่อเอาผิดต่อไปพล.ต.ต.เติมพงษ์ กล่าว
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น